เหนียงคืออะไร เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง ต้องรู้ก่อนเลือกวิธีลดเหนียง

เหนียงใต้คาง (Double Chin / Submental Fullness) คืออะไร?
ทางการแพทย์จะเรียกเหนียงว่า Submental Fullness พูดง่าย ๆ ก็คือการที่มีไขมันไปกองรวมกันอยู่ใต้คางเยอะเกินไป จนดึงให้ผิวคอห้อยย้อยลงมาบังแนวกราม ทำให้หน้าเราดูไม่มีมิติและกรอบหน้าหายไป
สาเหตุของเหนียงที่คอ ไขมันสะสม พันธุกรรม อายุ-คอลลาเจนเสื่อม
หลายคนคิดว่าต้องอ้วนเท่านั้นถึงจะมีเหนียง แต่จริง ๆ แล้วเหนียงเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก:
กินตามใจปาก: รับประทานอาหารเกินพอดี พลังงานที่เผาผลาญไม่หมดเลยกลายเป็นไขมันไปสะสมใต้คาง
โครงหน้าและกรรมพันธุ์: บางคนเกิดมาคางสั้น ขากรรไกรเล็ก หรือคนในครอบครัวมีกรรมพันธุ์ที่ร่างกายชอบสะสมไขมันใต้คางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
อายุมากขึ้น: พออายุเยอะขึ้น คอลลาเจนในผิวก็เสื่อมสภาพ ผิวใต้คางที่เคยตึงก็เริ่มเหี่ยวและห้อยตกลงมา
หลายคนมองข้าม ท่าก้มหน้าเล่นมือถือ
ใครที่ติดนิสัยก้มหน้าเล่นมือถือหรือก้มดูจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ต้องระวังให้ดี เพราะการก้มบ่อยจะทำให้กล้ามเนื้อคอทำงานผิดปกติและเกิดรอยพับเป็นชั้น ๆ ก่อนวัยอันควร ส่วนคนที่ตัวผอมแต่มีเหนียงก็เป็นเรื่องปกติที่เจอได้บ่อย ซึ่งมักจะเป็นผลมาจากกรรมพันธุ์หรือมีโครงกระดูกขากรรไกรล่างเล็ก ทำให้เนื้อพับง่ายแม้จะไม่ได้อ้วนก็ตาม
เช็กตัวเองเบื้องต้นว่ามีเหนียงระดับไหน เล็กน้อย ปานกลาง หรือมาก
ระดับน้อย: มองหน้าตรงยังรอดอยู่ แต่พอก้มหน้าเมื่อไหร่ เนื้อปลิ้นออกมาเป็นชั้น
ระดับกลาง: มองหน้าตรงก็เห็นไขมันเป็นก้อนนูน ๆ ใต้คางชัดเจนแล้ว
ระดับมาก: ไขมันใต้คางห้อยย้อยลงมาเยอะมากจนกลืนไปกับคอ หาเส้นแบ่งระหว่างกรามกับคอไม่เจอ
ลดเหนียงแบบธรรมชาติ ทำเองได้ที่บ้าน ไม่ต้องพึ่งโปรแกรมคลินิก

วิธีที่ 1 ท่าบริหารลดเหนียงใต้คาง (ท่าทำปากจู๋ ท่าท่อง X-O ท่าแลบลิ้น ท่าจูบฟ้า ท่าเกร็งกราม)
การขยับหน้าและคอบ่อย ๆ จะช่วยให้กล้ามเนื้อใต้คางทำงานและตึงตัวมากขึ้น แนะนำให้ลองทำท่าพวกนี้สลับกันไป วันละประมาณ 10-15 ครั้ง
วิธีที่ 2 ปรับการกิน ลดเค็ม ลดแป้งและน้ำตาล
การกินของเค็มจัดหรือใส่ผงชูรสเยอะ ๆ จะทำให้ร่างกายอมน้ำจนหน้าบวมเหนียงออกได้ง่าย ควรลดของเค็ม ลดแป้งขัดขาว และลดของหวาน เพื่อไม่ให้ร่างกายสร้างเซลล์ไขมันใหม่ไปสะสมเพิ่ม
วิธีที่ 3 ดื่มน้ำให้พอ ช่วยลดหน้าบวม
การดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 2-3 ลิตร จะช่วยให้ร่างกายขับของเสียและโซเดียมส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะ พอร่างกายมีโซเดียมน้อยลง อาการหน้าบวมหรือเหนียงบวมน้ำก็จะลดลงตามไปด้วย
วิธีที่ 4 ปรับท่านั่ง ท่านอน เลิกก้มหน้าเล่นมือถือ
ควรตั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือมือถือให้อยู่ในระดับสายตา จะได้ไม่ต้องก้มคอจนเนื้อพับเป็นชั้น และตอนนอนก็ควรเลือกแพทย์ที่ความสูงพอดี นอนแล้วคอไม่พับ
วิธีที่ 5 นวดหน้าและใช้ลูกกลิ้งนวดผิว
การนวดหน้าหรือใช้ลูกกลิ้งหินกลิ้งตามแนวกราม จะช่วยรีดของเหลวที่คั่งอยู่ใต้ผิว ทำให้หน้าดูบวมน้อยลงได้ชั่วคราว แต่วิธีนี้ไม่ได้ช่วยลดก้อนไขมันให้หายไปจริงๆ
วิธีที่ 6 ทาครีมบำรุงผิวใต้คาง
การทาครีมบำรุงที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่น จะช่วยให้ผิวคอดูเนียนและชุ่มชื้นขึ้นได้บ้าง แต่ผลลัพธ์ก็จะได้แค่ผิวชั้นนอก ไม่ได้ลงลึกถึงชั้นไขมัน
วิธีที่ 7 นอนหลับพักผ่อนให้พอ
ควรนอนให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อคืน เพราะการนอนหลับที่ดีจะช่วยให้ฮอร์โมนความหิวทำงานปกติ ทำให้เราไม่หิวจุกจิกและระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
วิธีที่ 8 คุมน้ำหนักด้วยการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
การออกกำลังกายให้เหนื่อยหอบ หรือที่เรียกว่าคาร์ดิโอ จะช่วยลดไขมันทั้งตัว พอไขมันในร่างกายเราลดลง ไขมันที่กองอยู่ใต้คางก็จะค่อย ๆ ยุบตามกลไกธรรมชาติไปเอง
เราลดไขมันเฉพาะจุดได้จริงไหม?
เราไม่สามารถสั่งให้ร่างกายลดไขมันแค่ตรงเหนียงอย่างเดียวได้ การบริหารหน้าแค่ช่วยให้กล้ามเนื้อคอตึงขึ้น แต่ไขมันจะหายไปก็ต่อเมื่อเราลดไขมันทั้งตัวพร้อมกันเท่านั้น
ลดเหนียงใต้คางภายใน 7 วัน ทำได้จริงไหม?
ลดเหนียง 1 สัปดาห์ ด้วยวิธีธรรมชาติพอมั้ย?
การคุมอาหารหรือออกกำลังกายเพื่อลดไขมัน ต้องใช้เวลามากกว่า 1 สัปดาห์ ถ้าเห็นว่าหน้าเรียวขึ้นหรือเหนียงยุบลงในช่วง 7 วันแรก ส่วนใหญ่เป็นเพราะร่างกายเราหายบวมน้ำจากการกินของเค็มน้อยลง ไม่ใช่ไขมันที่หายไปจริง ๆ
วิธีลดเหนียงที่แพทย์แนะนำสำหรับคนที่อยากเห็นผลไว
ถ้าอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงไวกว่าวิธีธรรมชาติ แพทย์มักจะแนะนำให้ทำ โปรแกรม ลดไขมัน หรือใช้เครื่องมือกลุ่มพลังงานความร้อนเข้าช่วย แต่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการตอบสนองของร่างกายแต่ละคนด้วย
สิ่งที่ต้องรู้ก่อนหวังผลลัพธ์ใน 7 วัน
การทำโปรแกรมทางการแพทย์เพื่อลดไขมัน ร่างกายต้องใช้เวลาลดและขับไขมันทิ้งประมาณ 1-3 สัปดาห์ ที่สำคัญคือช่วง 1-3 วันแรกหลังทำ โปรแกรม อาจจะมีอาการบวมน้ำยา ทำให้เหนียงดูใหญ่ขึ้นกว่าเดิมชั่วคราวก่อนที่จะค่อย ๆ ยุบลง
ทำโปรแกรมลดเหนียง รวมวิธีฮิตในไทย
วิธีที่ 9 โปรแกรมเม-โสแฟต ลดไขมัน
โปรแกรมเม-โสแฟต คือการส่งตัวยาเข้าไปช่วยให้เซลล์ไขมันแตกตัว พอไขมันแตกแล้ว ร่างกายก็จะขับออกไปเองตามธรรมชาติผ่านระบบน้ำเหลือง วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันกองอยู่ใต้คางค่อนข้างเยอะ
วิธีที่ 10 โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ลดเหนียง
วิธีนี้ไม่ได้ช่วยลดไขมันนะ แต่เป็นการลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่คอ (กล้ามเนื้อที่คอยดึงผิวหน้าเราให้ห้อยลงมา) พอเราทำโปรแกรมตัวนี้ กล้ามเนื้อส่วนนั้นจะคลายตัว ทำให้กรอบหน้าดูชัดและยกขึ้น เหมาะกับคนที่มีเหนียงเพราะกล้ามเนื้อหย่อน มากกว่าคนที่มีเหนียงเพราะไขมัน
ทำโปรแกรมลดเหนียง เจ็บไหม มีผลข้างเคียงหรือเปล่า?
ความเจ็บอยู่ในระดับที่ทนได้สบาย ก่อนทำคลินิกมักจะประคบน้ำแข็งให้ชา ๆ อาการที่เจอบ่อยหลังทำคือ รอยเข็มช้ำ ๆ แดง ๆ หรือรู้สึกตึงผิวบ้าง และหน้าจะบวมในช่วง 3-5 วันแรก พออาการบวมยุบลงก็สามารถไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติเลย แค่ดูแลตัวเองตามที่แพทย์แนะนำก็พอ
ลดเหนียงด้วยโปรแกรมเทคโนโลยีที่คลินิก ทางเลือกแบบไม่ผ่าตัด
วิธีที่ 11 โปรแกรม HIFU ลดเหนียง เก็บกรอบหน้า
โปรแกรม HIFU จะใช้คลื่นเสียงยิงพลังงานลงไปลึกถึงชั้นผิว ความร้อนจะทำให้เนื้อเยื่อหดตัว ช่วยให้ผิวใต้คางดูตึงขึ้น เหมาะกับคนที่เพิ่งเริ่มมีปัญหาผิวหย่อนคล้อยแบบไม่เยอะมาก
วิธีที่ 12 โปรแกรม Thermage และ โปรแกรม Thermage FLX
เครื่องนี้ใช้คลื่นวิทยุส่งความร้อนลงไปที่ชั้นผิวและชั้นไขมัน ช่วยลดไขมันที่สะสมและทำให้ผิวกลับมายืดหยุ่นดีขึ้น ส่วนรุ่น Thermage FLX จะเป็นรุ่นใหม่ที่พัฒนาให้หัวยิงทำงานได้แม่นยำและปล่อยพลังงานได้ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่าเดิม
วิธีที่ 13 โปรแกรม Ulthera / โปรแกรม Ultherapy
ใช้คลื่นเสียงเหมือนกัน แต่มีจุดเด่นคือมีหน้าจอให้หมอเห็นชั้นผิวเราแบบสด ๆ หมอเลยประเมินและยิงพลังงานลงไปจัดการชั้นผิวได้แม่นยำ เน้นช่วยยกผิวคอและใต้คางที่ห้อยให้ดูดีขึ้นครับ
วิธีที่ 14 โปรแกรม XERF เทคโนโลยี 2 ความถี่ ตัวเลือกใหม่ที่น่าสนใจ
โปรแกรม XERF จะใช้คลื่นวิทยุ 2 ความถี่ (6.78 MHz และ 2 MHz) ปล่อยความร้อนลงไปทำงานที่ผิวหลายระดับความลึกพร้อมกัน จุดเด่นคือเป็นโปรแกรมที่ไม่มีแผล ทำเสร็จแล้วพักฟื้นน้อยกว่า มีระบบทำความเย็นช่วยปกป้องผิวและลดความเจ็บตอนทำ เหมาะกับคนที่มีทั้งไขมันและผิวห้อยรวมกัน มักจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วง 1-3 เดือนหลังทำ
วิธีที่ 15 โปรแกรม Oligio และ โปรแกรม Oligio X
เครื่องนี้ใช้คลื่นวิทยุส่งความร้อนลงไปช่วยให้คอลลาเจนในผิวทำงานได้ดีขึ้นตามธรรมชาติ ส่วนโปรแกรม Oligio X จะเพิ่มระบบทำความเย็นให้ทำงานดีกว่าเดิม ช่วยให้รู้สึกเจ็บน้อยลงตอนทำ เหมาะกับคนที่อยากให้ผิวใต้คางตึงขึ้น
วิธีที่ 16 โปรแกรมร้อยไหม
เป็นการสอดไหมละลายเข้าไปช่วยดึงเนื้อใต้คางให้ยกขึ้นตามแนวเส้นไหม พอเวลาผ่านไปร่างกายจะสร้างคอลลาเจนมารอบ ๆ เส้นไหมเหล่านั้น ทำให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้น
โปรแกรมลดเหนียง ระยะเวลาเห็นผล ความเจ็บ และผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน
โปรแกรม | ระยะเวลาเริ่มเห็นผล | ความรู้สึกตอนทำ | ผลลัพธ์อยู่ได้นานแค่ไหน |
โปรแกรม HIFU | 1-2 เดือน | ปานกลาง (รู้สึกจี๊ด ๆ ตามแนวกระดูก) | 6-12 เดือน |
โปรแกรม Thermage | 1-3 เดือน | ปานกลางถึงมาก (รู้สึกร้อนลึก ๆ ใต้ผิว) | 1-2 ปี |
โปรแกรม Ulthera | 1-3 เดือน | ปานกลางถึงมาก (รู้สึกหน่วงลึก ๆ ใต้ผิว) | 1-2 ปี |
โปรแกรม XERF | 1-3 เดือน | น้อยถึงปานกลาง (มีระบบทำความเย็นช่วย) | 6-12 เดือน |
โปรแกรม Oligio | 1-3 เดือน | น้อยถึงปานกลาง | 6-12 เดือน |
โปรแกรมร้อยไหม | เห็นผลเบื้องต้นหลังทำเสร็จ (แต่จะบวมประมาณ 1-2 สัปดาห์) | ปานกลาง (มีการใช้ยาชาช่วย) | 6-12 เดือน |
โปรแกรม XERF คืออะไร ทำความรู้จักเทคโนโลยีดูแลผิว

โปรแกรม XERF คืออะไร จัดอยู่ในกลุ่มเทคโนโลยีแบบไหน
โปรแกรม XERF เป็นเครื่องมือในกลุ่มคลื่นวิทยุ (Radio Frequency หรือ RF) ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลเรื่องความหย่อนคล้อยของผิวและช่วยจัดการไขมันส่วนเกินบริเวณใบหน้าและใต้คาง โดยอาศัยพลังงานความร้อนส่งลงไปใต้ชั้นผิวครับ
โปรแกรม XERF อยู่ในกลุ่ม Monopolar RF เช่นเดียวกับ Thermage
เครื่องมือทั้งสองตัวนี้ใช้ระบบที่เรียกว่า Monopolar RF เหมือนกัน ซึ่งก็คือการปล่อยพลังงานคลื่นวิทยุขั้วเดียวให้ไหลผ่านชั้นผิวหนังลงไปสร้างความร้อนลึกๆ ใต้ผิว เพื่อฟื้นฟูการทำงานของคอลลาเจนและจัดการกับชั้นไขมันครับ
โปรแกรม XERF กับ เทคโนโลยี Dual-Frequency RF
ความถี่คู่ 6.78 MHz และ 2 MHz คืออะไร ต่างจากเครื่องทั่วไปอย่างไร
จุดที่ทำให้ โปรแกรม XERF ต่างจากเครื่อง Monopolar RF รุ่นก่อนๆ คือการใช้คลื่นความถี่ 2 ระดับพร้อมกันครับ คือ 6.78 MHz ซึ่งเป็นที่นิยมใช้ดูแลผิวชั้นหนังแท้ และ 2 MHz ความถี่ที่เน้นลงลึกถึงชั้นไขมัน การปล่อยคลื่นคู่แบบนี้ทำให้ความร้อนกระจายตัวได้กว้างและครอบคลุมมากกว่าการใช้ความถี่เดียว
พลังงานลงลึกได้ 3 ระดับชั้นผิว ตื้น กลาง ลึก ช่วยอะไรบ้าง
เพราะการทำงานของคลื่น 2 ความถี่ พลังงานเลยสามารถลงไปดูแลผิวได้ตั้งแต่ชั้นตื้น (ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน) ชั้นกลาง หรือชั้นหนังแท้ (ช่วยเรื่องความตึงตัวของผิว) ไปจนถึงชั้นไขมันใต้ผิวหนัง (ช่วยลดไขมันสะสม) ทำครั้งเดียวดูแลถึง 3 ระดับ
ระบบทำความเย็น ICD Cooling ช่วยลดความเจ็บได้อย่างไร
การส่งความร้อนลงผิวลึกๆ มักจะตามมาด้วยความรู้สึกเจ็บครับ โปรแกรม XERF เลยมีระบบปล่อยความเย็น (ICD Cooling) ออกมาเคลือบผิวชั้นบนเอาไว้ก่อนและระหว่างที่ปล่อยความร้อน ทำให้ผิวชั้นนอกไม่ไหม้ และช่วยให้เรารู้สึกสบายผิวมากขึ้นตอนทำ
จุดเด่นและข้อดีของโปรแกรม XERF ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องอื่น

ข้อดีที่ 1 ไม่ต้องใช้เข็ม ไม่ต้องผ่าตัด ไม่มีแผลช้ำ
เป็นโปรแกรมที่ใช้เพียงแค่หัวเครื่องมือสัมผัสลงบนผิวหน้าเท่านั้น ไม่มีบาดแผลจากการผ่าตัด ไม่มีรอยเข็ม ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันต่อได้ตามปกติ
ข้อดีที่ 2 เจ็บน้อย ไม่ต้องใช้ยาชา
ด้วยระบบทำความเย็นที่ออกแบบมาคู่กับการกระจายพลังงาน 2 ความถี่ ทำให้ลดความรู้สึกไม่สบายผิวลงไปได้เยอะ
ข้อดีที่ 3 เริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง และดีขึ้นต่อเนื่องใน 1-3 เดือน
หลังรับบริการ ผิวจะเริ่มมีการตอบสนองต่อความร้อนและค่อยๆ ปรับสภาพตัวเองครับ โดยจะเริ่มสังเกตเห็นกรอบหน้าที่ชัดขึ้นได้ในช่วง 1-3 เดือนแรก ตามกระบวนการฟื้นฟูผิวของร่างกาย
ข้อดีที่ 4 ครอบคลุมหลายปัญหาผิวในโปรแกรมเดียว ทั้งเหนียง กรอบหน้า และผิวหย่อน
เพราะใช้ความถี่คู่ เครื่องเลยสามารถส่งพลังงานไปลดวอลลุ่มของชั้นไขมันใต้คาง (เหนียง) ไปพร้อมๆ กับการช่วยให้ผิวที่ย้วยกลับมาตึงตัว ทำให้กรอบหน้าดูชัดเจนขึ้นในโปรแกรมเดียว
โปรแกรม XERF ช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง เหมาะกับใคร
ลดเหนียงใต้คาง ปรับกรอบหน้าให้ชัดขึ้น
ตอบโจทย์คนที่มีไขมันกองอยู่ใต้คางเยอะจนมองไม่เห็นสันกราม คลื่นพลังงานจะลงไปช่วยลดขนาดไขมันพร้อมกับรัดผิวให้แนบกระชับกับโครงหน้ามากขึ้นครับ
ผิวหย่อนคล้อยตามวัย ริ้วรอยเริ่มปรากฏ
เหมาะกับคนวัยทำงานที่เริ่มรู้สึกว่าผิวหน้าไม่ตึงเหมือนแต่ก่อน มีร่องแก้ม หรือผิวดูหลวมๆ โปรแกรมนี้จะช่วยฟื้นฟูความตึงตัวของผิวชั้นหนังแท้ได้
เหมาะกับคนที่กลัวเข็ม และต้องการไปทำงานต่อได้เลย
ใครที่ไม่ชอบรอยช้ำ ไม่อยากโดนเข็มฉีดยา และไม่อยากลางานเพื่อรอให้หน้าหายบวม โปรแกรมนี้ถือเป็นทางเลือกที่ใช้เวลาดูแลตัวเองน้อยกว่า
ใครที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำเป็นพิเศษ
ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ ผู้ที่มีการฝังเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในร่างกาย (เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ) หรือผู้ที่มีแผลอักเสบติดเชื้อบริเวณผิวหน้า ควรแจ้งให้แพทย์ทราบและหลีกเลี่ยงการทำโปรแกรมกลุ่มคลื่นวิทยุครับ
ขั้นตอนการทำโปรแกรม XERF ตั้งแต่ต้นจนจบ
การประเมินสภาพผิวก่อนทำโดยแพทย์
เริ่มแรกแพทย์จะให้เราประเมินโครงหน้าก่อน จะจับดูความหนาของชั้นไขมัน ดึงดูความตึงของผิวหนัง เพื่อวางแผนว่าจะต้องใช้พลังงานเน้นย้ำที่จุดไหนเป็นพิเศษ
ขั้นตอนระหว่างทำ ใช้เวลากี่นาที
เมื่อทำความสะอาดหน้าเสร็จ (บางที่อาจมีทาเจลเย็น) แพทย์จะเริ่มใช้หัวเครื่องมือแนบและปล่อยพลังงานไปทั่วบริเวณที่ต้องการ ระยะเวลาในการทำจะขึ้นอยู่กับจำนวนช็อต ที่แพทย์ประเมินให้ ซึ่งโดยเฉลี่ยมักจะใช้เวลาประมาณ 30-60 นาที
การดูแลตัวเองหลังทำ กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ไหม
หลังทำเสร็จ ผิวอาจจะมีรอยแดงจางๆ หรือรู้สึกอุ่นๆ ใต้ผิว ซึ่งจะหายไปเองในเวลาไม่กี่ชั่วโมง สามารถทาครีมบำรุง ทากันแดด แต่งหน้า แค่ช่วงแรกอาจจะต้องงดการทำเลเซอร์อื่นๆ หรืองดซาวน่าไปก่อนตามคำแนะนำของแพทย์
โปรแกรม XERF กับ โปรแกรม Monopolar RF อื่น ๆ และวิธีลดเหนียงแบบอื่น เลือกแบบไหนดี
โปรแกรม XERF vs โปรแกรม Thermage FLX เลือกแบบไหนดี
ทั้งสองเทคโนโลยีจัดอยู่ในกลุ่มคลื่นวิทยุ (RF) แต่มีหลักการทำงานต่างกัน โปรแกรม Thermage FLX ใช้ความถี่เดี่ยว (Monopolar RF 6.78 MHz) ส่งพลังงานความร้อนสูงลงสู่ชั้นผิวหนังแท้เพื่อเสริมความตึงตัวของผิว เป็นเทคโนโลยีที่มีประวัติการใช้งานมายาวนาน ในขณะที่โปรแกรม XERF ใช้เทคโนโลยี Dual-Frequency (6.78 MHz ร่วมกับ 2 MHz) ทำให้กระจายความร้อนได้หลายชั้นผิวพร้อมกัน
ในแง่ความรู้สึก โปรแกรม XERF อาศัยการกระจายพลังงานสองความถี่ร่วมกับระบบทำความเย็น จึงอาจให้ความรู้สึกเจ็บน้อยกว่าการรับพลังงานสูงแบบความถี่เดี่ยว
โปรแกรม XERF vs โปรแกรม Oligio และ โปรแกรม Oligio X ต่างกันอย่างไร
โปรแกรม Oligio และรุ่นพัฒนา โปรแกรม Oligio X ใช้คลื่นวิทยุความถี่เดี่ยว เน้นส่งความร้อนไปที่ชั้นหนังแท้เพื่อเสริมกระบวนการทำงานของคอลลาเจนตามธรรมชาติ เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเป็นหลัก ส่วนโปรแกรม XERF ที่ใช้ 2 ความถี่ จะสามารถส่งความร้อนลงไปทำงานกับทั้งชั้นผิวหนังแท้และชั้นไขมันใต้ผิวหนัง จึงเป็นตัวเลือกที่ครอบคลุมกว่าสำหรับผู้ที่มีทั้งภาวะผิวหย่อนคล้อยและไขมันสะสมบริเวณใต้คางร่วมด้วย
โปรแกรม XERF vs กลุ่มพลังงาน HIFU ต่างกันตรงไหน
เทคโนโลยี HIFU ใช้คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ (Focused Ultrasound) มุ่งเป้าหมายไปที่การ "ยก" โครงสร้างชั้นกล้ามเนื้อส่วนบน (SMAS) ให้หดตัวเสมือนการดึงหน้า ส่วนโปรแกรม XERF ใช้คลื่นวิทยุ (RF) ซึ่งมีจุดเด่นในการ "กักเก็บและกระจายความร้อน" เพื่อเสริมความกระชับของผิวหนังและจัดการไขมันในบริเวณกว้าง บางกรณีแพทย์อาจประเมินให้ทำทั้งสองโปรแกรมร่วมกันเพื่อผลลัพธ์ทั้งการยกโครงสร้างและการเก็บรายละเอียดผิว
ตาราง Monopolar RF
ชื่อโปรแกรม / เครื่อง | เทคโนโลยีความถี่ | จุดเด่นหลัก | กลุ่มผู้ใช้ที่เหมาะสม | ข้อมูลผู้ผลิต / ผู้นำเข้าในไทย |
โปรแกรม Thermage FLX | Single (6.78 MHz) | พลังงานความร้อนสูง ประวัติการใช้งานยาวนาน | ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย มีงบประมาณสูง | Solta Medical |
โปรแกรม Oligio / โปรแกรม Oligio X | Single (6.78 MHz) | เน้นชั้นหนังแท้ มีระบบ Cooling ที่พัฒนาขึ้น (ในรุ่น X) | ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อย ต้องการทางเลือกที่เจ็บน้อยลง | Wontech |
โปรแกรม XERF | Dual (6.78 + 2 MHz) | กระจายพลังงาน 2 ความถี่ ดูแลทั้งผิวและชั้นไขมัน | ผู้ที่มีผิวหย่อนคล้อยร่วมกับมีไขมันใต้คาง | aestellar |
โปรแกรม XERF เทียบกับโปรแกรมลดเหนียง ต่างกันตรงไหน
โปรแกรม (เช่น เม-โสแฟต) อาศัยการออกฤทธิ์ทางเคมีของตัวยาเพื่อลดเซลล์ไขมัน เหมาะกับคนที่มีไขมันส่วนเกินชัดเจนแต่อายุยังน้อย ผิวยังมีความตึงตัวดี ส่วน โปรแกรม XERF อาศัยพลังงานความร้อนทางฟิสิกส์ ซึ่งตอบโจทย์กว่าในกรณีที่ผู้เข้ารับบริการมีอายุมากขึ้น เริ่มมีคอลลาเจนเสื่อมสภาพ และต้องการดูแลทั้งเรื่องไขมันและความตึงกระชับของผิวไปพร้อมกันโดยไม่ต้องใช้เข็ม
โปรแกรม XERF เทียบกับวิธีลดเหนียงแบบธรรมชาติ คุ้มค่าแค่ไหน
วิธีธรรมชาติต้องอาศัยวินัยและการลดไขมันรวมของร่างกาย ซึ่งไม่สามารถกำหนดให้ไขมันใต้คางลดลงเฉพาะบริเวณได้ การเลือกใช้โปรแกรมเทคโนโลยีทางการแพทย์จึงเป็นการลงทุนซื้อเวลาและผลลัพธ์ที่สามารถระบุตำแหน่งที่ต้องการดูแลได้อย่างเฉพาะเจาะจง
สรุป เหนียงระดับไหนเหมาะกับโปรแกรม XERF ระดับไหนควรเลือกวิธีอื่น
ระดับไขมันล้วน ผิวยังตึง: เหมาะกับ โปรแกรมเม-โสแฟต หรือควบคุมน้ำหนัก
ระดับมีไขมันร่วมกับผิวหย่อนคล้อยปานกลาง: เหมาะกับ โปรแกรม XERF หรือกลุ่ม RF อื่นๆ
ระดับหย่อนคล้อยมาก โครงสร้างตก: เหมาะกับ กลุ่มพลังงาน HIFU/Ulthera หรือทำร่วมกับ RF
ระดับไขมันสะสมรุนแรงหรือผิวห้อยย้อยมาก: ควรปรึกษาแพทย์เพื่อพิจารณาการดูดไขมันหรือผ่าตัด
ลดเหนียงแบบถาวร สำหรับคนที่มีเหนียงเยอะมาก
วิธีที่ 17 โปรแกรมดูดไขมันเหนียง
โปรแกรมดูดไขมันใต้คาง เป็นการผ่าตัดเล็ก ๆ ที่แพทย์จะเจาะแผลนิดเดียว (ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร) แถว ๆ ใต้คางหรือหลังหู แล้วสอดท่อเข้าไปดูดก้อนไขมันออกมา วิธีนี้เหมาะกับคนที่มีไขมันเยอะ แต่ผิวยังเด้งและสามารถหดตัวกลับมาเข้ารูปกับกรอบหน้าใหม่ได้
วิธีที่ 18 โปรแกรมผ่าตัดยกกระชับคอ
วิธีนี้เป็นการผ่าตัดเพื่อแก้ปัญหาเนื้อคอห้อยย้อย หมอจะตัดหนังส่วนเกินออกแล้วเย็บกล้ามเนื้อคอให้ตึงขึ้น รอยแผลมักจะซ่อนไว้ใต้คางหรือหลังหู ส่วนใหญ่หมอจะทำวิธีนี้คู่กับการดูดไขมัน ในกรณีที่คนไข้มีทั้งไขมันและหนังคอที่เหี่ยวจนยืดหยุ่นไม่หดตัวแล้ว
ใครควรเลือกวิธีผ่าตัดแทนโปรแกรมทั่วไป
การผ่าตัดจะเหมาะกับคนที่มีก้อนไขมันใต้คางเยอะมาก ๆ จนใช้พวกโปรแกรมเครื่องยิงความร้อนแล้วเอาไม่อยู่ รวมถึงคนที่มีอายุและมีเนื้อคอห้อยมาก ๆ (ที่ฝรั่งเรียกว่า Turkey Neck) ซึ่งต้องแก้กันถึงชั้นโครงสร้าง และที่สำคัญคือต้องเป็นคนที่มีเวลาให้ร่างกายได้พักฟื้นยาว ๆ ด้วย
ระยะเวลาพักฟื้นและความเสี่ยงที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
เรื่องการพักฟื้น: ทำโปรแกรมดูดไขมัน จะต้องใส่ผ้ารัดหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้หน้าหายบวมและผิวรัดตัวเร็วขึ้น แต่ถ้าทำโปรแกรมผ่าตัดดึงคอด้วย อาจจะต้องพักฟื้นนานถึง 2-4 สัปดาห์เลย
ความเสี่ยงที่อาจเจอ: อาจจะมีรอยช้ำ หน้าบวม แผลติดเชื้อ หรือรู้สึกชาที่ผิวชั่วคราว นอกจากนี้อาจมีความเสี่ยงเฉพาะทาง เช่น ไปโดนเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการขยับปาก ทำให้ขยับริมฝีปากได้ไม่เต็มที่ช่วงหนึ่ง
เปรียบเทียบโปรแกรมการผ่าตัดลดเหนียง
ประเด็นเปรียบเทียบ | โปรแกรมดูดไขมันเหนียง | โปรแกรมผ่าตัดยกกระชับคอ (ดึงคอ) |
เป้าหมายหลัก | เอาเซลล์ไขมันส่วนเกินออก | ตัดหนังส่วนเกินและดึงกล้ามเนื้อคอให้ตึง |
สภาพผิวที่ต้องการ | ผิวต้องมีความยืดหยุ่น หดตัวรัดกรอบหน้าได้ดี | ไม่จำเป็น (เพราะหมอจะตัดหนังที่เหี่ยวทิ้งไปเลย) |
เวลาพักฟื้น (คร่าว ๆ) | 1-2 สัปดาห์ (ต้องทนใส่ผ้ารัดหน้า) | 2-4 สัปดาห์ (ต้องดูแลแผลผ่าตัดเยอะกว่า) |
เหมาะกับใคร | อายุน้อยถึงวัยกลางคน ผิวยังไม่ย้อย | คนที่มีอายุ ผิวห้อยย้อย มีรอยพับที่คอชัดเจน |
ลดเหนียง ลดแก้ม ทำพร้อมกันให้กรอบหน้าชัดได้ไหม?
วิธีที่ 19 โปรแกรมลดแก้มที่คนชอบทำคู่กับลดเหนียง
การเอาไขมันใต้คางออกอย่างเดียวอาจจะยังไม่ทำให้กรอบหน้าเราดูชัดครับ ถ้าเรายังมีก้อนไขมันกองอยู่ที่แก้ม (หรือกระพุ้งแก้ม) แพทย์เลยมักจะแนะนำให้ทำโปรแกรมพวกนี้คู่กันไปเลย:
โปรแกรมเม-โสแฟตที่แก้ม: เพื่อช่วยลดก้อนไขมันที่แก้ม
โปรแกรมลดขนาดกราม (โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์กราม): เป็นการทำเพื่อลดขนาดกล้ามเนื้อกราม ทำให้ใบหน้าส่วนล่างดูเรียวเล็กลง
วิธีที่ 20 เทคนิคจัดกรอบหน้า V-Shape แบบครบสูตร
การปั้นกรอบหน้าให้เห็นเป็นสันกรามชัดเจน ต้องทำคู่กันทั้งการเอาส่วนเกินออกและเติมส่วนที่ขาดหายไปครับ แพทย์อาจจะใช้โปรแกรมอย่างคลื่นวิทยุ RF หรือคลื่นเสียง HIFU มาช่วยเก็บผิวที่ห้อยตรงแนวกราม แล้วใช้ โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ เติมตรงคางหรือแนวกราม เพื่อสร้างมิติให้หน้าส่วนล่างดูได้สัดส่วนรับกับใบหน้ามากขึ้น
เปรียบเทียบการเลือกโปรแกรม ลดแก้ม vs โปรแกรม ลดเหนียง
ประเภทโปรแกรม / เครื่องมือ | การทำงานบริเวณแก้ม | การทำงานบริเวณใต้คาง (เหนียง) | เป้าหมายหลักของการทำ |
โปรแกรมคลื่นวิทยุ (เช่น โปรแกรมXERF, โปรแกรมThermage) | ช่วยเก็บผิวที่ห้อยตรงร่องแก้มและกระพุ้งแก้ม | จัดการไขมันสะสมและรัดผิวใต้คางให้ตึง | เน้นให้ผิวตึงตัวและจัดการก้อนไขมัน |
โปรแกรมคลื่นเสียง (เช่น HIFU, Ulthera) | ดึงโครงสร้างชั้นกล้ามเนื้อแก้มให้ยกขึ้น | ยกกล้ามเนื้อคอที่ห้อยตกลงมาให้แนบกับกราม | เน้น "ยก" โครงหน้าส่วนที่ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง |
โปรแกรมเม-โสแฟต | ลดขนาดก้อนไขมันตรงกระพุ้งแก้ม | ลดไขมันชั้นตื้นบริเวณใต้คาง | ลดปริมาณไขมันโดยตรง |
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ | ไม่ค่อยใช้ลดแก้ม แต่อาจใช้พยุงโครงสร้างตอนหน้าตอบ | ใช้เติมตรงคางเพื่อยืดสัดส่วนคาง ช่วยพรางเนื้อเหนียง | ปรับรูปทรงกระดูกคางและแนวกรามให้ได้รูป |
ลดเหนียงใต้คาง ผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันยังไง?
ในทางร่างกาย โครงสร้างผิวและชั้นไขมันของผู้ชายกับผู้หญิงจะไม่เหมือนกันครับ:
ความหนาของผิว: ผิวของผู้ชายจะหนาและมีคอลลาเจนแน่นกว่าผู้หญิง
ลักษณะของไขมัน: ไขมันใต้คางของผู้ชายมักจะมีพังผืดเหนียว ๆ แทรกอยู่เยอะ ทำให้ไขมันมีความแน่น ลดยากกว่า
กล้ามเนื้อ: กล้ามเนื้อหน้าและคอของผู้ชายจะมัดใหญ่และแข็งแรงกว่า
วิธีลดเหนียงที่เหมาะกับผู้ชายโดยเฉพาะ
เพราะผู้ชายผิวหนาและกล้ามเนื้อใหญ่กว่า เวลาทำ โปรแกรม (อย่างโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์หรือโปรแกรม เม-โสแฟต) แพทย์ อาจจะต้องใช้ปริมาณยาที่เยอะกว่าผู้หญิง ถึงจะครอบคลุมและเห็นความเปลี่ยนแปลงนอกจากนี้ ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะคอหนา แพทย์เลยมักจะแนะนำให้ใช้โปรแกรมเครื่องยิงพลังงานที่ลงลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ หรือคลื่นวิทยุพลังงานสูง เข้ามาช่วยประเมินเพื่อปรับโครงหน้าของผู้ชายด้วยครับ
เปรียบเทียบการเลือกโปรแกรม สำหรับลดแก้ม vs ลดเหนียง
ประเภทโปรแกรม / เครื่องมือ | การทำงานบริเวณแก้ม | การทำงานบริเวณใต้คาง (เหนียง) | เป้าหมายหลักของการทำ |
โปรแกรมคลื่นวิทยุ (เช่น โปรแกรม XERF, โปรแกรมThermage) | ช่วยเก็บผิวที่ห้อยตรงร่องแก้มและกระพุ้งแก้มส่วนล่าง | จัดการไขมันสะสมและรัดผิวใต้คางให้ตึง | เน้นให้ผิวตึงตัวและจัดการก้อนไขมัน |
โปรแกรมคลื่นเสียง (เช่น โปรแกรมHIFU, โปรแกรมUlthera) | ดึงโครงสร้างชั้นกล้ามเนื้อ (SMAS) ตรงแก้มให้ยกขึ้น | ยกกล้ามเนื้อคอที่ห้อยให้แนบกับกระดูกกราม | เน้น "ยก" โครงสร้างที่ตกลงมาตามแรงโน้มถ่วง |
โปรแกรมลดไขมัน (โปรแกรมMezo-fat) | ลดขนาดก้อนไขมันตรงกระพุ้งแก้ม | ลดไขมันชั้นตื้นบริเวณใต้คาง | ลดปริมาณไขมันโดยตรง |
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ | ไม่ค่อยใช้ลดแก้ม แต่อาจใช้ช่วยพยุงตอนหน้าตอบ | ใช้เติมตรงคางเพื่อยืดคาง ช่วยพรางเนื้อเหนียง | ปรับรูปทรงกระดูกคางและกรามให้ได้สัดส่วน |
คนที่มีงบจำกัดและรับได้ถ้าระบมหรือมีรอยช้ำ: อาจจะเหมาะกับ โปรแกรมเม-โสแฟตครับ
คนที่มีงบขึ้นมาหน่อยและไม่อยากมีแผล: เหมาะกับเครื่องยิงพลังงานคลื่นวิทยุ (RF) หรือคลื่นเสียง Ultrasound เพราะทำเสร็จแล้วใช้เวลาพักฟื้นสั้นกว่า
คนที่อยากเปลี่ยนโครงหน้าไปเลย: อาจจะต้องมองเรื่องการผ่าตัดศัลยกรรม ซึ่งต้องเผื่อเวลาให้ร่างกายพักฟื้นอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ครับ
วิธีป้องกันไม่ให้เหนียงกลับมาอีกหลังลดได้แล้ว
นิสัยที่ควรทำต่อเนื่องยาว ๆ
ต่อให้เราทำโปรแกรมลดไขมันมาดีแค่ไหน แต่ถ้าน้ำหนักตัวเราเพิ่มขึ้น ไขมันก็สามารถกลับมาพองตัวที่ใต้คางได้ใหม่ ดังนั้นการคุมปริมาณไขมันในร่างกายไม่ให้เกินเกณฑ์คือเรื่องที่สำคัญที่สุด รวมไปถึงการปรับท่านั่งทำงาน ไม่ก้มหน้าเล่นมือถือหรือดูจอคอมนาน ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อคอเสื่อมด้วยครับ
การดูแลตัวเองหลังทำโปรแกรมให้อยู่ได้นาน ๆ
สำหรับคนที่ทำโปรแกรมใช้ความร้อน (อย่างเครื่องคลื่นวิทยุ RF หรือคลื่นเสียง HIFU) ช่วง 1-2 สัปดาห์แรกควรเลี่ยงการโดนความร้อนจัด เลี่ยงการทำเลเซอร์ตัวอื่น หรือการนวดหน้าแรง ๆ ครับ และอย่าลืมทาครีมกันแดดกับครีมบำรุงที่ให้ความชุ่มชื้น เพื่อช่วยรักษาคอลลาเจนในผิวให้อยู่กับเราไปนาน ๆ ครับ
ตารางเพื่อช่วยตัดสินใจเลือกโปรแกรม
ประเภทโปรแกรม | ปัญหาที่ตอบโจทย์ที่สุด | การดูแลหลังทำ | เหมาะกับใคร |
โปรแกรมลดไขมัน (โปรแกรมเม-โสแฟต) | มีไขมันชั้นตื้น ผิวยังไม่ย้วย | มีรอยเข็ม หน้าอาจบวมน้ำยา 3-5 วัน | วัยรุ่นหรือวัยทำงานที่อยากลดไขมันเป็นจุด ๆ และมีงบจำกัด |
โปรแกรมคลื่นเสียง | ผิวหย่อนคล้อย โครงหน้าตก | ไม่มีแผล อาจจะรู้สึกระบมใต้ผิวเล็กน้อย | คนที่มีปัญหาหน้าตก แก้มห้อย อยากยกโครงหน้า |
โปรแกรมคลื่นวิทยุ | ผิวไม่ตึง คอลลาเจนเริ่มหาย | ไม่มีแผล ผิวอาจมีรอยแดงแป๊บเดียว (1-2 ชม.) | คนที่ผิวเริ่มบาง มีรอยยับ อยากให้ผิวแน่นขึ้น |
โปรแกรมคลื่นวิทยุ 2 ความถี่ (โปรแกรม XERF) | มีทั้งไขมันสะสมและผิวห้อยรวมกัน | ไม่มีแผล ใช้ชีวิตต่อได้เลย | คนที่อยากลดไขมันและรัดผิวไปพร้อมกัน แต่ทนเจ็บได้น้อย |
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการลดเหนียง (FAQ)
ลดเหนียงกี่วันถึงจะเห็นผลจริง?
วิธีธรรมชาติ: ต้องใช้เวลาหลายเดือน และต้องคุมน้ำหนักตัวไปด้วย
โปรแกรมลดไขมัน: มักจะเริ่มเห็นไขมันยุบลงในช่วง 1-3 สัปดาห์หลังทำ|
โปรแกรมเครื่องยิงพลังงาน (RF / Ultrasound): ร่างกายต้องใช้เวลาสร้างคอลลาเจนใหม่และค่อย ๆ ขับไขมันทิ้งไปตามธรรมชาติ มักจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัด ๆ ในช่วง 1-3 เดือน
ลดเหนียงเจ็บไหม?
ความรู้สึกจะเจ็บมากเจ็บน้อยขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ทำ:
ตอนเดินยาจะรู้สึกจี๊ด ๆ คล้ายมดกัด และหน้าจะรู้สึกตึงหรือบวมน้ำยาชั่วคราวครับ
โปรแกรมเครื่องยิงพลังงาน: จะรู้สึกอุ่นไปจนถึงร้อนลึก ๆ ใต้ผิว (ถ้าเป็นกลุ่มคลื่นวิทยุ RF) หรือรู้สึกหน่วง ๆ ตามแนวกระดูก (ถ้าเป็นกลุ่มคลื่นเสียง Ultrasound) แต่เดี๋ยวนี้เครื่องส่วนใหญ่มีระบบเป่าลมเย็นมาช่วย เลยทำให้รู้สึกเจ็บน้อยลงและสบายผิวขึ้นเยอะครับ
ลดเหนียงแล้วกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ครับ ถ้าเราปล่อยให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ไขมันที่เหลืออยู่ก็จะพองตัวกลับมาใหม่ หรือพอเราอายุมากขึ้น ผิวหนังที่เคยตึงก็เริ่มเหี่ยวและหย่อนคล้อยตกลงมาเป็นเหนียงได้อีกเหมือนกันครับ
ความคิดเห็น