ลบรอยแผลเป็น รวมทุกวิธี ตั้งแต่ครีมทาเองถึงเลเซอร์

Key Takeaway
รอยแผลเป็นมีหลายชนิด แต่ละแบบใช้วิธีลบต่างกัน ไม่มีวิธีเดียวที่แก้ได้ทุกแบบ ต้องรู้ก่อนว่าแผลเราเป็นแบบไหน
แผลใหม่และแผลตื้น ดูแลเองที่บ้านด้วยซิลิโคนเจลและการกันแดดได้ผลดี แต่แผลหลุมลึก แผลนูน และแผลเก่า ต้องพึ่งโปรแกรมทางการแพทย์
จับคู่ให้ถูก: หลุมรูเข็ม (Ice Pick) → TCA CROSS, หลุมขอบมน (Rolling) → Subcision, หลุมขอบชัด (Boxcar) → เลเซอร์/RF Microneedling, แผลนูน/คีลอยด์ → ซิลิโคน+ฉีดสเตียรอยด์
ผิวคนเอเชียเสี่ยงรอยดำหลังทำเลเซอร์ง่าย การกันแดดหลังทำจึงสำคัญไม่แพ้ตัวหัตถการ
การลบรอยแผลเป็นคือการทำให้ จางลงและเรียบขึ้น ไม่ใช่หายสนิท 100% และต้องอาศัยความต่อเนื่อง
ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมใดๆ ควรให้แพทย์ประเมินสภาพผิว และวางแผนแบบผสมผสานให้ตรงกับแผลของเรา
รอยแผลเป็นคืออะไร และทำไมถึงเกิดขึ้น
รอยแผลเป็นเกิดจากการที่ร่างกายพยายามซ่อมแซมผิวหนังที่บาดเจ็บ โดยการสร้างเนื้อเยื่อที่เรียกว่า 'คอลลาเจน' ขึ้นมาสมานแผล ถ้าสร้างมาพอดี ผิวก็จะกลับมาเรียบเนียน แต่ถ้าสร้างเยอะเกินไป แผลก็จะนูนขึ้นมา ในทางกลับกัน ถ้าเนื้อเยื่อหายไปและร่างกายสร้างกลับมาเติมเต็มได้ไม่พอ แผลก็จะกลายเป็นหลุม
ปัจจัยที่ทำให้แผลเป็นของแต่ละคนชัดไม่เท่ากัน:
สีผิวและกรรมพันธุ์: คนที่มีผิวคล้ำ มีโอกาสเกิดแผลเป็นนูนและรอยดำได้ง่ายกว่า
ตำแหน่งของแผล: บริเวณผิวที่ตึงมาก เช่น หน้าอก หัวไหล่ และหลังช่วงบน จะเสี่ยงเกิดแผลเป็นนูนได้ง่าย
การดูแลแผลตอนเริ่มแรก: การทำความสะอาดและรักษาความชุ่มชื้นให้แผลสดอย่างถูกวิธี ช่วยลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นถาวรได้มาก
ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดูแลแผล การเอายาสีฟันมาทาแผลสด หรือแผลพุพอง เป็นสิ่งที่ไม่แนะนำ เพราะยาสีฟันมีสารที่ทำให้ผิวระคายเคืองและอักเสบหนักกว่าเดิม นอกจากนี้ การชอบ "แกะสะเก็ดแผล" จะขัดขวางการสร้างผิวใหม่ ทำให้เสี่ยงเป็นแผลเป็นถาวรมากขึ้น
ชนิดของรอยแผลเป็น: รู้ก่อนว่าเป็นแบบไหน จะได้แก้ปัญหาได้ถูกวิธี

แผลเป็นนูน: แผลนูนขึ้นมาแต่ยังอยู่ในกรอบของแผลเดิม มักมีสีแดงและคัน สามารถยุบลงได้เองใน 1–2 ปี
แผลเป็นคีลอยด์: แผลนูนที่ลามออกนอกกรอบแผลเดิมอย่างชัดเจน ไม่ยุบเอง และมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูงแม้จะรักษาแล้ว
แผลเป็นหลุม: เนื้อเยื่อผิวหายไป มักเกิดจากสิวอักเสบรุนแรง หรืออีสุกอีใส แบ่งง่ายๆ เป็น 3 แบบคือ:
แบบรูเข็ม (Ice Pick): หลุมลึก ปากแคบ
แบบกล่อง (Boxcar): หลุมกว้าง ขอบเหลี่ยมชัดเจน
แบบคลื่น (Rolling): หลุมกว้าง ขอบมน ผิวดูขรุขระเป็นคลื่น
แผลเป็นหดรั้ง: มักเกิดจากแผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก ทำให้ผิวหนังตึงรั้ง ถ้าเป็นตามข้อพับอาจทำให้ขยับตัวลำบาก
รอยดำ–รอยแดง (PIH / PIE): รอยพวกนี้เกิดหลังจากการอักเสบ (เช่น รอยสิว) ไม่ถือเป็นแผลเป็นที่แท้จริง เพราะโครงสร้างผิวไม่ได้พังไป แค่ทิ้งรอยสีผิวเอาไว้ และสามารถจางหายไปเองได้ตามธรรมชาติ
ลบรอยแผลเป็นด้วยตัวเองที่บ้าน: ครีม เจล และการดูแล
ซิลิโคนเจล และ แผ่นซิลิโคน: เป็นวิธีที่แนะนำมากที่สุดสำหรับแผลนูนและคีลอยด์ ตัวซิลิโคนจะช่วยเก็บความชุ่มชื้น ไม่ให้ผิวแห้ง และช่วยให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ได้อย่างสมดุล
ยาทาลดรอยกลุ่มอื่นๆ: เช่น ยาทาที่มีวิตามินอี วิตามินเอ หรือสารสกัดจากหัวหอม จะเน้นช่วยเรื่องเพิ่มความชุ่มชื้นและลดรอยดำคล้ำ แต่เรื่องการทำให้แผลนูนยุบลงอาจจะสู้กลุ่มซิลิโคนไม่ได้
วิธีทาที่ถูกต้อง: ต้องรอให้แผลปิดสนิทและสะเก็ดหลุดหมดก่อน ทาวันละ 2 ครั้ง ห้ามทาตอนแผลยังสด แผลเปิด หรือแผลมีหนองเด็ดขาด
การกันแดด: แสงแดดจะทำให้เม็ดสีในผิวทำงานหนักขึ้น แผลเป็นจึงมีสีคล้ำและกลายเป็นรอยดำถาวรได้ ดังนั้นการทากันแดดทับบริเวณแผลเป็นจึงจำเป็นมาก
ข้อจำกัด: การทายาเองเหมาะกับ "แผลใหม่" หรือ "แผลตื้น" เท่านั้น ไม่สามารถแก้ปัญหาแผลหลุมลึก แผลตึงรั้ง หรือแผลเป็นเก่าที่เป็นมานานแล้วได้
ลบรอยแผลเป็น มีวิธีไหนบ้าง

สำหรับแผลเป็นหลุมลึก คีลอยด์ หรือแผลเป็นเก่าที่เป็นมานาน ควรให้แพทย์ช่วยดูแล:
โปรแกรมเลเซอร์:
กลุ่มแก้หลุมสิว (โปรแกรม Pico Laser K): ช่วยเสริมสร้างการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวมาเติมเต็มหลุมสิว ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น
กลุ่มลดรอยแดง (เช่น V-Beam): เหมาะกับแผลที่มีรอยแดง แผลนูน และคีลอยด์ ช่วยลดเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงแผล ทำให้ความแดงลดลง
โปรแกรม ฉีดสเตียรอยด์: เป็นวิธีหลักในการดูแลแผลนูนและคีลอยด์ ช่วยให้แผลยุบตัวลงและลดอาการคัน
โปรแกรม Subcision: คือการใช้เข็มขนาดเล็กเข้าไปตัดพังผืดใต้ผิวที่ดึงรั้งหลุมสิวเอาไว้ เหมาะที่สุดกับหลุมสิวแบบขอบมน ที่เกิดจากพังผืดยึดรั้ง
โปรแกรม TCA CROSS: คือการแต้มกรดความเข้มข้นสูงลงไปในหลุมสิว เหมาะกับหลุมสิวที่ลึกและปากแคบคล้ายรูเข็ม (Ice Pick)
โปรแกรม Microneedling / โปรแกรม RF Microneedling: เป็นการใช้เข็มขนาดเล็กปล่อยคลื่นวิทยุลงสู่ผิว ช่วยเสริมการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนใหม่ เหมาะกับแผลหลุมตื้นและหลุมขอบชัด
โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์: เป็นการเติมสารเติมเต็ม (ไฮยาลูรอนิกแอซิด) ลงไปในหลุมสิว ช่วยปรับให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้นแบบชั่วคราว
โปรแกรมผ่าตัดแก้ไขรอยแผลเป็น: คือการตัดเนื้อแผลเป็นเก่าทิ้งแล้วเย็บใหม่ให้แผลเล็กลง เหมาะกับแผลนูนขนาดใหญ่ หรือหลุมสิวที่ลึกมากๆ
ทำไมถึงต้องใช้หลายโปรแกรมร่วมกัน: รอยแผลเป็นบนผิวเรามักไม่ได้มีแค่แบบเดียว การใช้แค่โปรแกรมเดียวจึงอาจไม่ครอบคลุม จึงแนะนำให้ทำหลายโปรแกรมควบคู่กันเพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาดีขึ้น
เลือกวิธีลบรอยแผลเป็นให้เหมาะกับ ชนิดแผล
แผลหลุมสิว:
แบบรูเข็ม หลุมลึกแคบ: เหมาะกับโปรแกรม TCA CROSS หรือโปรแกรม Punch Excision
แบบคลื่น หลุมฐานกว้าง: เหมาะกับโปรแกรม Subcision เพื่อเข้าไปตัดพังผืดใต้ผิวที่ดึงรั้งหลุมเอาไว้
แบบกล่อง หลุมขอบชัด: เหมาะกับโปรแกรมเลเซอร์ หรือโปรแกรม RF Microneedling
แผลเป็นนูน และคีลอยด์: วิธีหลักคือการทาเจลหรือแปะแผ่นซิลิโคน ควบคู่ไปกับการทำโปรแกรมฉีดสเตียรอยด์ และโปรแกรมเลเซอร์ เพื่อช่วยให้แผลยุบตัวและลดรอยแดง
แผลเป็นจากการผ่าตัด: เริ่มจากการทาซิลิโคนเจล อาจทำโปรแกรมเลเซอร์ควบคู่ตั้งแต่ช่วงที่แผลเพิ่งสมานใหม่ ๆ แต่ถ้าแผลมีขนาดใหญ่หรือดึงรั้งจนผิดรูป อาจต้องพิจารณาทำโปรแกรมผ่าตัดแก้ไขแผลเป็น
แผลเป็นเก่า: แผลที่เป็นมานาน เนื้อเยื่อจะอยู่ตัวแล้ว ทำให้แก้ไขยากกว่าแผลใหม่ ต้องใช้หลายโปรแกรมร่วมกันและต้องใช้เวลาดูแลอย่างต่อเนื่อง
แผลเป็นที่ขาและตามร่างกาย: ผิวตัวและแขนขาจะหนากว่าหน้า ทำให้ฟื้นตัวช้ากว่า แถมยังโดนแดดและเสียดสีบ่อย จึงเสี่ยงเกิดรอยดำได้ง่าย หลังทำโปรแกรมเสร็จจึงต้องดูแลและทากันแดดให้ดีเป็นพิเศษ
ลบรอยแผลเป็นบนใบหน้า
การดูแลรอยแผลเป็นบนใบหน้าต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะผิวหน้าบอบบาง ถ้าใช้วิธีที่รุนแรงหรือใช้ความร้อนสูงเกินไป อาจทำให้ผิวช้ำ เสี่ยงเกิดแผลเป็นใหม่ หรือทิ้งรอยดำไว้ชัดกว่าเดิม
การเลือกโปรแกรมสำหรับใบหน้า: ควรเลือกโปรแกรมที่ใช้เวลาพักฟื้นสั้น เพื่อไม่ให้ผิวหน้าอักเสบนานเกินไป
การทากันแดดหลังทำโปรแกรม: เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะแสงแดดจะทำให้แผลสีเข้มขึ้น และช่วยป้องกันไม่ให้เกิดรอยดำหลังผิวอักเสบ
ลบรอยแผลเป็นเด็ก สิ่งที่พ่อแม่ควรรู้
ผิวของเด็กบอบบางและบางกว่าผู้ใหญ่ แต่ก็ฟื้นตัวและสมานแผลได้ไวกว่า วิธีดูแลแผลเป็นในเด็กจึงต้องเน้นความอ่อนโยนเป็นหลัก
ผิวเด็กต่างจากผู้ใหญ่อย่างไร: ผิวเด็กแพ้และระคายเคืองง่าย วิธีที่ดีที่สุดคือการทายาหรือแปะแผ่นซิลิโคน ควรเลี่ยงการทำโปรแกรมเลเซอร์หรือโปรแกรมที่ใช้ความร้อนสูงในเด็กเล็ก หากแพทย์ไม่ได้แนะนำ
การดูแลแผลช่วงแรก: ให้ล้างทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือ ทาครีมให้แผลชุ่มชื้น ระวังอย่าให้แผลโดนแดด และที่สำคัญที่สุดคือต้องคอยดูไม่ให้เด็กแกะหรือเกาแผล เพราะจะทำให้แผลอักเสบซ้ำและกลายเป็นแผลเป็นถาวร
เมื่อไหร่ควรพาไปหาแพทย์: ถ้าเห็นว่าแผลนูนหนาผิดปกติ มีสีแดงจัด แผลตึงจนเด็กขยับตัวลำบาก หรือเด็กบ่นคันมากจนงอแงและใช้ชีวิตลำบาก
โปรแกรม Pico K ลบรอยแผลเป็น และหลุมสิว

ในบรรดาโปรแกรมเลเซอร์ลบรอยแผลเป็นที่พูดถึงกัน โปรแกรม Pico K เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องรอยดำหลังทำและไม่อยากพักฟื้นนาน เครื่องนี้เป็นเลเซอร์ในกลุ่ม Picosecond จากเกาหลีที่ช่วยแก้ปัญหาผิวได้หลายอย่างพร้อมกัน เช่น หลุมสิว รอยดำ รอยแผลเป็น ฝ้า กระ และรอยสัก จุดเด่นคือยิงแสงได้เร็วมากในระดับพิโควินาที เน้นใช้แรงสั่นสะเทือนใต้ผิวแทนความร้อน จึงช่วยลดโอกาสเกิดรอยดำหลังทำได้ดี ซึ่งเหมาะกับผิวคนเอเชียที่คล้ำเสียง่าย สำหรับการลบรอยแผลเป็น โปรแกรม Pico K จะเห็นผลชัดเจนที่สุดกับแผลหลุมสิว รอยดำ และรอยแดง
โปรแกรม Pico K ทำงานอย่างไร
โปรแกรม Pico K ปล่อยแสงด้วยความเร็วสูงระดับพิโควินาที (เร็วมากๆ เป็นล้านล้านส่วนของวินาที) พลังงานนี้จะเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือนใต้ผิวแทนความร้อน พอใส่หัวยิงแบบพิเศษ (MLA) แสงจะรวมกันเป็นจุดเล็กๆ เกิดกระบวนการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่ขึ้นมาซ่อมแซมตัวเอง หลุมสิวจึงค่อยๆ ตื้นขึ้น ผิวเรียบเนียนขึ้น และรอยดำจางลง โดยที่ผิวชั้นนอกไม่ลอกออก ต่างจากเลเซอร์รุ่นเก่า
หัวเลเซอร์ของ โปรแกรม Pico K มีอะไรบ้าง
ความพิเศษของ โปรแกรม Pico K คือมีหัวยิงหลายแบบให้เลือกใช้ตามปัญหาผิว โดยหัวที่ใช้ลบรอยแผลเป็นและหลุมสิวโดยตรงคือหัว MLA ส่วนหัวอื่นเน้นเรื่องเม็ดสีและรอยสัก:
หัวแบบจุด (MLA / Fractional 1064 & 532 nm): หัวหลักสำหรับเสริมสร้างคอลลาเจน รักษาหลุมสิว และฟื้นฟูผิว เป็นหัวที่เกี่ยวกับการลบรอยแผลเป็นมากที่สุด
หัวมาตรฐาน (Zoom 1064 & 532 nm): ปรับขนาดลำแสงได้ ใช้จัดการเม็ดสี รอยดำ ฝ้า กระ
หัวลำแสงขนาน (Collimated 1064 & 532 nm): เน้นยิงเม็ดสีแบบแม่นยำในจุดที่ต้องการความละเอียดสูง
หัวเสริม 585 nm (optional): ออกแบบมาสำหรับลบรอยสักหมึกสีน้ำเงินเป็นหลัก
หัวเสริม 650 nm (optional): ออกแบบมาสำหรับลบรอยสักหมึกสีเขียวเป็นหลัก
โปรแกรม Pico K เหมาะกับการลบรอยแผลเป็นแบบไหน
เหมาะที่สุดกับแผลหลุมสิวตื้นถึงปานกลาง โดยเฉพาะแบบหลุมกว้างขอบมน และหลุมกว้างขอบชัด รวมถึงช่วยลดรอยดำรอยแดงจากสิวไปพร้อมกันได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้แผลเป็นเก่าที่ทิ้งรอยดำดูจางลงได้ แต่ถ้าเป็นหลุมลึกมากแบบปากแคบ แผลนูน หรือคีลอยด์ การใช้เลเซอร์อย่างเดียวมักไม่พอ อาจแนะนำให้ทำร่วมกับวิธีอื่น เช่น การเซาะพังผืด หรือการแต้มกรด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
จุดเด่นของ โปรแกรม Pico K ที่หลายคนเลือกใช้
ข้อดีคือพักฟื้นสั้นกว่า เพราะไม่ได้ทำให้ผิวชั้นบนลอกออกเหมือนเลเซอร์รุ่นเก่า ทำเสร็จแล้วกลับไปใช้ชีวิตประจำทางได้และโอกาสเกิดรอยดำหลังทำมีน้อยกว่า เพราะเครื่องไม่ได้สะสมความร้อนไว้ที่ผิว ซึ่งเป็นข้อดีมากสำหรับผิวคนเอเชีย แถมยังช่วยจัดการทั้งผิวไม่เรียบและรอยดำได้ในการทำครั้งเดียว
ขั้นตอนและการเตรียมตัวก่อน หลังทำ
ก่อนทำแพทย์จะตรวจสภาพผิวและประเมินแผลก่อน ควรแจ้งประวัติการแพ้ยาหรือโรคประจำตัวให้ทราบ ตอนทำจะมีการแปะยาชาให้ ระหว่างยิงจะรู้สึกเหมือนโดนหนังยางดีดเบาๆ หลังทำผิวอาจจะแดงหรือรู้สึกอุ่นๆ ประมาณ 1–2 ชั่วโมง และอาจมีขุยบางๆ ในช่วง 2–3 วันแรก การดูแลตัวเองที่สำคัญที่สุดคือทากันแดดอย่างเคร่งครัด ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้น ห้ามแกะเกา และงดออกแดดจัดในช่วงแรก โดยทั่วไปแนะนำให้ทำต่อเนื่องประมาณ 3–5 ครั้ง เว้นระยะห่างตามที่นัด
ผลข้างเคียงและใครที่ไม่ควรทำ โปรแกรม Pico K
อาการหลังทำมักจะเป็นแค่ชั่วคราว เช่น ผิวแดง อุ่น หรือเป็นขุย บางคนอาจมีรอยคล้ำขึ้นบ้างแต่น้อยกว่าเลเซอร์รุ่นเก่า ส่วนคนกลุ่มที่ควรเลี่ยงหรือต้องปรึกษาแพทย์ก่อน ได้แก่ คนที่ผิวอักเสบ ติดเชื้อ หรือมีแผลสด, คนที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร, คนที่เพิ่งทำทรีตเมนต์ลอกผิวมา, คนที่เป็นโรคผิวหนังเรื้อรัง และคนที่ผิวเป็นแผลนูนหรือคีลอยด์ง่าย เพราะการกระตุ้นผิวอาจทำให้แผลนูนขึ้นได้ ทั้งหมดนี้ต้องให้แพทย์ประเมินเป็นรายคนไป
โปรแกรมPico K เทียบกับวิธีอื่น เลือกอย่างไรให้คุ้ม
ถ้าเทียบกับเลเซอร์รุ่นเก่าอย่าง โปรแกรม Fractional CO2 ตัว CO2 อาจจะช่วยเรื่องหลุมลึกได้แรงกว่า แต่ต้องพักฟื้นนานและเสี่ยงเกิดรอยดำง่ายในผิวคนเอเชีย ส่วนโปรแกรม Microneedling อาจจะถูกกว่าต่อครั้ง แต่ต้องทำหลายครั้งกว่าจะเห็นผล โดยรวมแล้ว โปรแกรม Pico K เหมาะกับคนที่อยากแก้ปัญหาผิวไม่เรียบและรอยดำไปพร้อมกัน เหมาะมากกับการลบรอยแผลเป็นบนใบหน้า ทางที่ดีที่สุดคือเข้ามาให้คุณช่วยตรวจผิวและวางแผนการดูแลให้เหมาะกับเราครับ
ป้องกันไม่ให้เกิดรอยแผลเป็นตั้งแต่แรก
การป้องกันตั้งแต่ตอนที่แผลเริ่มแห้งและปิดสนิท เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยลดโอกาสเกิดรอยแผลเป็นถาวร
การดูแลแผลใหม่ให้ถูกวิธี: ล้างแผลอย่างเบามือ และปิดแผลเอาไว้เพื่อรักษาความชุ่มชื้น เพราะแผลที่ชุ่มชื้นจะสมานตัวได้ดีและเรียบเนียนกว่าการปล่อยให้แผลแห้งจนตกสะเก็ด
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ: คนที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นคีลอยด์ ต้องดูแลแผลให้ดีตั้งแต่เนิ่นๆ เพราะมีโอกาสถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ที่จะเป็นแผลนูนใหญ่ได้ง่าย
การใช้ชุดผ้ารัดและแผ่นซิลิโคน: สำหรับแผลใหญ่ เช่น แผลไฟไหม้หรือน้ำร้อนลวก การใส่ชุดผ้ารัดร่วมกับแปะแผ่นซิลิโคนตามที่แพทย์สั่ง จะช่วยคุมให้ผิวสร้างเนื้อเยื่อได้พอดี ช่วยลดรอยนูนและอาการแผลตึงรั้งได้
สิ่งที่ไม่ควรทำกับแผลใหม่: ห้ามแกะสะเก็ดแผล ห้ามให้แผลโดนแดดตรงๆ และไม่ควรเอาน้ำยาฆ่าเชื้อแรงๆ มาราดที่แผลสด เพราะจะไปทำลายผิวที่กำลังสร้างใหม่
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ลบรอยแผลเป็นให้หายสนิท 100% ได้ไหม?
การทำให้แผลเป็นกลับมาเนียนเหมือนผิวปกติแบบ 100% เป็นไปไม่ได้ เป้าหมายของการดูแลคือทำให้แผลจางลง ดูเรียบเนียนขึ้น และสีกลืนไปกับผิวรอบ ๆ ให้ได้มากที่สุด
รอยแผลเป็นเก่าหลายปีแล้ว ยังลบได้อยู่ไหม?
ทำให้ดูดีขึ้นได้ครับ แต่จะใช้เวลาและแก้ได้ยากกว่าแผลใหม่ การทาครีมมักจะไม่ค่อยเห็นผลกับแผลเก่าแล้ว จึงต้องอาศัยโปรแกรมทางการแพทย์ เช่น โปรแกรมเลเซอร์ หรือ โปรแกรมฉีดสเตียรอยด์ เข้ามาช่วยปรับสภาพผิวแทน
โปรแกรมเลเซอร์ลบรอยแผลเป็น เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน?
ตอนทำจะรู้สึกเจ็บในระดับที่ทนได้ครับ ปกติคลินิกจะทายาชาให้ก่อน ส่วนเวลาพักฟื้นจะขึ้นอยู่กับชนิดของเครื่องเลเซอร์ ถ้าเป็นเครื่องที่เน้นลอกผิว อาจจะมีสะเก็ดบาง ๆ ประมาณ 5-7 วัน แต่ถ้าเป็นเครื่องที่เน้นลดรอยแดง อาจจะแค่หน้าแดงนิดหน่อยประมาณ 1-3 วัน โดยไม่มีแผลเปิด
ครีมลบรอยแผลเป็นตามร้านขายยาใช้ได้ผลจริงไหม?
ใช้ได้ผลดีกับแผลที่เพิ่งแห้งใหม่ ๆ ครับ โดยเฉพาะพวกเจลซิลิโคนที่มีงานวิจัยยืนยันว่าช่วยลดการเกิดแผลนูนได้ แต่ถ้าเป็นแผลหลุมลึกหรือแผลเก่า ครีมจะไม่สามารถเข้าไปเปลี่ยนผิวที่อยู่ตัวแล้วได้
แผลเป็นคีลอยด์ดูแลแล้วจะกลับมาเป็นซ้ำได้ไหม?
มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำสูงมากครับ เพราะเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์และระบบซ่อมแซมผิวของร่างกายที่ทำงานผิดปกติ การดูแลคีลอยด์จึงต้องทำอย่างต่อเนื่องและควรไปให้คุณแพทย์ดูอาการเรื่อย ๆ
เริ่มดูแลรอยแผลเป็นอย่างไรให้ถูกวิธี
ดูชนิดแผลให้แน่ใจ: สังเกตดูว่าแผลของเราเป็นแบบนูน แบบหลุม หรือเป็นแค่รอยแดงรอยดำที่เกิดจากแผลอักเสบ
เลือกวิธีให้เหมาะกับแผล: ถ้าเป็นแผลใหม่ ให้เริ่มจากการดูแลตัวเองและทาเจลซิลิโคน แต่ถ้าเป็นแผลเก่าหรือผิวเป็นหลุมเป็นนูนไปแล้ว ควรเข้าไปทำโปรแกรมทางการแพทย์
ปรึกษาแพทย์: ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรมใดๆ ควรให้แพทย์ตรวจดูสภาพผิว เพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะกับเรามากที่สุด
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องเข้าใจตามความเป็นจริงว่า การดูแลรอยแผลเป็นต้องใช้เวลาทำอย่างต่อเนื่อง เพราะร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างผิวใหม่
ความคิดเห็น