top of page

โปรแกรมปักปากกาลดน้ำหนัก vs ลดน้ำหนักเอง แบบไหนเหมาะกับคุณ?

  • 5 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก กับ การลดน้ำหนักเอง (คุมอาหาร-ออกกำลังกาย) ต่างกันยังไง?

โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร? ทำงานยังไง?

ในโปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก จะใช้ตัวยาที่ทำหน้าที่เลียนแบบฮอร์โมนความอิ่มในร่างกายของเราพอเข้าสู่ร่างกายแล้ว กลไกของมันจะทำงานหลักๆ 2 อย่าง คือ:


  • ไปส่งสัญญาณบอกสมองให้ลดความหิว ทำให้เรารู้สึกอิ่มได้นานขึ้น

  • ทำให้กระเพาะอาหารบีบตัวและย่อยช้าลง อาหารเลยอยู่ในท้องเรานานกว่าปกติ


พอร่างกายรู้สึกแบบนี้ ผลที่ตามมาคือเราจะอยากอาหารน้อยลงและกินได้น้อยลงไปเองตามธรรมชาติครับ


จริงๆ แล้ว ยาตัวนี้เริ่มต้นมาจากการใช้รักษาคนเป็นโรคเบาหวาน เพื่อช่วยคุมน้ำตาลในเลือดครับ แต่ต่อมาแพทย์สังเกตเห็นว่าคนไข้ที่ใช้ยาตัวนี้น้ำหนักลดลงด้วย เลยมีการนำข้อมูลตรงนี้มาพัฒนาต่อยอดเป็นโปรแกรมสำหรับดูแลคนที่มีปัญหาน้ำหนักเกินโดยเฉพาะในปัจจุบัน


โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก กับ การลดน้ำหนักเอง (คุมอาหาร-ออกกำลังกาย) ต่างกันยังไง?

1 วิธีทำงานต่างกัน ตัวยาจะเข้าไปหลอกสมองเราโดยตรงเลยว่า "อิ่มแล้วนะ ไม่หิวแล้ว" แต่ถ้าเราลดน้ำหนักเอง เราต้องใช้ "ความอดทนและวินัย" ล้วนๆ เพื่อห้ามใจตัวเองไม่ให้กินของอร่อย


2 แบบไหนน้ำหนักลงไวกว่ากัน แต่โดยทั่วไปแล้ว ช่วงแรกการเข้าโปรแกรมจะทำให้น้ำหนักลงเร็วกว่าเห็นๆ แต่การออกกำลังส่งผลดีในร่างกายโดยรวม ไม่ใช่แค่น้ำหนักไขมันที่ลดลง แต่เพิ่มความแข็งแรงของร่างกายและการหายใจให้ดีขึ้น 


3 ระวัง "กล้ามเนื้อหาย" เรื่องนี้สำคัญมาก! งานวิจัยเมืองนอกบอกว่า คนที่ใช้ยา น้ำหนักที่หายไปกลายเป็นว่ามี "กล้ามเนื้อ" หายไปด้วยถึง 25-39% ซึ่งถือว่าเยอะกว่าคนที่ลดเองด้วยการคุมอาหารและออกกำลังกายตามธรรมชาติ (กลุ่มนี้กล้ามเนื้อหายแค่ประมาณ 10-30%)


4 เรื่องเงินและความต่อเนื่อง เข้าโปรแกรมคือต้องเสียเงินจ่ายค่ายาไปเรื่อยๆ ส่วนการลดเองแทบไม่ต้องเสียเงินอะไรเลย แต่ต้องแลกมาด้วยการเสียเหงื่อและใช้เวลาเยอะกว่ามาก


5 เลิกทำแล้วจะโยโย่ไหม? ถ้าเลิกใช้ยาแล้วยังกลับมากินเก่งเหมือนเดิม โอกาสที่น้ำหนักจะเด้งกลับ (โยโย่) มีสูงมากครับ ต่างกับการลดน้ำหนักด้วยตัวเองที่ร่างกายเราชินกับการกินดีๆ ไปแล้ว ผลลัพธ์เลยอยู่ได้ถาวรและยั่งยืนกว่า


6 สรุปแบบไหนเหมาะกับใคร?

  • โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก: เหมาะกับคนอ้วนมาก มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับความอ้วน และเคยพยายามลดเองแล้วแต่ไม่รอดจริงๆ


  • ลดน้ำหนักด้วยตัวเอง: เหมาะกับคนที่แค่อวบๆ น้ำหนักเกินนิดหน่อย ร่างกายยังแข็งแรงดี แบบนี้หันมาคุมอาหารและออกกำลังกายเองจะดีที่สุดครับ


โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร?

โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร?

  • คนที่มีภาวะอ้วน: มีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป


  • คนที่มีน้ำหนักเกินและมีปัญหาสุขภาพ: มีค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป และมีโรคที่มากับความอ้วนร่วมด้วย เช่น โรคเบาหวาน ความดันสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ


  • คนที่พยายามลดน้ำหนักแล้วแต่ไม่สำเร็จ: คนที่เคยพยายามคุมอาหารและออกกำลังกายมาแล้ว แต่น้ำหนักตัวก็ยังไม่ลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งเป้าไว้


วิธีเช็กเบื้องต้นด้วยตัวเอง: คุณสามารถลองคำนวณค่า BMI คร่าวๆ ได้ด้วยสูตร: น้ำหนัก (กิโลกรัม) ÷ [ส่วนสูง (เมตร) × ส่วนสูง (เมตร)]


อย่างไรก็ตาม ค่านี้เป็นแค่การประเมินเบื้องต้นเท่านั้น การจะตัดสินใจว่าสามารถเข้าโปรแกรมและใช้ยาได้หรือไม่ จะต้องให้แพทย์เป็นคนวินิจฉัยและสั่งจ่ายยาให้เสมอ


ใครไม่ควรเข้าโปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก

ใครไม่ควรเข้าโปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก

การเข้าโปรแกรมปากกาลดน้ำหนักมีข้อจำกัดบางอย่างที่ต้องระวัง เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย โดยแบ่งกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ:


กลุ่มที่ห้ามใช้เด็ดขาด

  • คนที่ตัวเองหรือคนในครอบครัวสายตรง เคยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ (ชนิด MTC หรือ MEN 2)

  • คนที่เคยเป็นหรือกำลังเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ

  • คนที่กำลังตั้งท้อง วางแผนจะท้อง หรืออยู่ในช่วงให้นมลูก

  • คนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี


กลุ่มที่ใช้ได้แต่ต้องระวังและให้แพทย์ดูแลใกล้ชิด

  • คนเป็นโรคเบาหวานที่มีอาการเบาหวานขึ้นตาในระดับปานกลางถึงรุนแรง

  • คนที่มีปัญหาตับหรือไตทำงานผิดปกติ

  • ผู้สูงอายุ เพราะร่างกายอาจรับผลกระทบจากน้ำหนักและกล้ามเนื้อที่ลดลงได้ง่ายกว่าคนวัยอื่น


ทำไมถึงต้องให้แพทย์ประเมินให้ก่อนเสมอ? เพราะโปรแกรมนี้เข้าไปปรับการทำงานของฮอร์โมนและกระเพาะอาหาร จึงต้องให้แพทย์ช่วยตรวจดูความเสี่ยง ซักประวัติการแพ้ยา และคำนวณปริมาณยาให้พอดีกับร่างกายของแต่ละคน การไปหาซื้อยามาใช้เองเสี่ยงมากที่จะได้ยาปลอมหรือใช้ยาผิดขนาด ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายรุนแรงได้


ข้อดี - ข้อเสีย ของโปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก ที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ

1. ข้อดีเรื่องการคุมน้ำหนักและการเผาผลาญ 

โปรแกรมนี้ช่วยให้เราอยากอาหารน้อยลงและอิ่มนานขึ้น ทำให้คุมปริมาณของกินในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น แถมยังช่วยคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงโรคที่มากับความอ้วน เช่น โรคไขมันในเลือดสูงได้ด้วย


2. ผลข้างเคียงทั่วไปที่เจอบ่อย 

เพราะยาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำงานของกระเพาะและลำไส้ ช่วงแรกๆ เลยอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย อ่อนเพลีย หรือเวียนหัวได้ แต่อาการพวกนี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่อร่างกายเริ่มชินกับตัวยา


3. ผลข้างเคียงรุนแรงที่ต้องระวัง 

แม้จะเจอน้อยมาก แต่ก็ต้องคอยสังเกตอาการตัวเองให้ดี เช่น อาการตับอ่อนอักเสบ ปัญหาเกี่ยวกับถุงน้ำดี ไตทำงานแย่ลง (มักเกิดจากการปล่อยให้ตัวเองขาดน้ำเพราะอ้วกหนัก) น้ำตาลในเลือดตก (โดยเฉพาะคนที่กินยาเบาหวานตัวอื่นอยู่ด้วย) รวมถึงอาจมีอารมณ์สวิงหรือรู้สึกซึมเศร้า


4. ข้อเสียที่เกิดกับผิวหนัง 

การรับยาเข้าใต้ผิวหนังบ่อยๆ อาจทำให้เกิดรอยช้ำ รอยเข็ม หรือทำให้ไขมันใต้ผิวหนังตรงนั้นบุ๋มลงไปหรือหนาตัวขึ้นมาผิดปกติได้ ถ้าเราไม่ยอมเปลี่ยนจุดที่รับยาและซ้ำแต่รอยเดิม


ผลกระทบที่คนมักลืมคิดถึงคือ กล้ามเนื้อหาย

ตอนนี้เวลาแพทย์ประเมินผลการลดน้ำหนัก เขาไม่ได้ดูแค่ตัวเลขบนตาชั่งว่าลดไปกี่กิโลแล้วนะ แต่เขาจะดูด้วยว่าสัดส่วนที่ลดลงไปนั้น ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ไหม


1 น้ำหนักที่ลดไป อาจเป็นกล้ามเนื้อที่หายไป: ข้อมูลจากงานวิจัยบอกว่า น้ำหนักที่ลดลงไปจากการใช้ยานี้ อาจเป็นกล้ามเนื้อที่หายไปถึง 25-40% เลยทีเดียว เรื่องนี้น่ากลัวมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือคนที่มีกล้ามเนื้อน้อยอยู่แล้ว เพราะถ้ากล้ามเนื้อหาย ระบบเผาผลาญในร่างกายก็จะพังตามไปด้วย


2 วิธีป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหาย: ถ้าเข้าโปรแกรมนี้แล้วไม่อยากให้กล้ามเนื้อเหี่ยว ต้องทำ 2 อย่างนี้ครับ:

  • กินโปรตีนให้ถึง: ต้องกินโปรตีนให้ได้ 1.2-1.6 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมในทุกๆ วัน และแบ่งกินให้พอดีในทุกมื้อ


  • เล่นเวท (Resistance Training): อันนี้บังคับเลยครับ ต้องออกกำลังกายแบบใช้แรงต้านเพื่อรักษากล้ามเนื้อให้ยังอยู่กับเรา


3 เทรนด์การแพทย์ในปี 2025-2026: ตอนนี้แพทย์ทั่วโลกหันมาเน้นเรื่อง "การลดน้ำหนักแบบสุขภาพดี" คือตั้งเป้าลดแค่ไขมัน แต่ต้องรักษากล้ามเนื้อเอาไว้ให้ได้ เพื่อป้องกันโรคกล้ามเนื้อสลาย และช่วยไม่ให้น้ำหนักเด้งกลับมาในระยะยาว


อาการ "หน้าตอบ" และเรื่องผิวหน้าที่ควรรู้

เวลาน้ำหนักเราลดลงฮวบฮาบ มันไม่ได้กระทบแค่ตัวนะครับ แต่โครงหน้าเราก็จะเปลี่ยนไปด้วย ซึ่งตอนนี้คนพูดถึงเรื่องนี้กันเยอะมากทั้งในวงการความงามและการแพทย์


1 อาการหน้าตอบ  คืออะไร เกิดจากอะไร? คำนี้คนเอาไว้เรียกอาการที่ ไขมันบนหน้าหายไปเร็วเกิน" เพราะน้ำหนักเราลดไวมาก พอไขมันที่เคยพยุงผิวหน้าเราไว้หายไป ผิวหนังมันก็เลยหดตามไม่ทัน ผลก็คือหน้าจะดูหย่อนคล้อย แก้มตอบ และเห็นรอยย่นร่องลึกชัดเจนขึ้นแบบสังเกตได้


2 วิธีดูแลตัวเองไม่ให้หน้าตอบ วิธีแก้เริ่มจากการคุยกับแพทย์เพื่อวางแผนลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ผิวจะได้มีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการดื่มน้ำเยอะๆ และกินโปรตีนให้พอ แต่ถ้าหน้ามันหย่อนคล้อยไปแล้ว แพทย์ก็อาจจะแนะนำให้ทำโปรแกรมดูแลผิวหน้าเพิ่มเติม เช่น โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ เพื่อช่วยเติมเต็มโครงหน้าให้กลับมาดูดีเหมือนเดิมครับ


โปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก อันตรายไหม? จากการแอบซื้อมาใช้เอง

การแอบไปหาซื้อยามาใช้เองโดยไม่ผ่านการตรวจจากแพทย์ก่อน เป็นเรื่องที่อันตรายกับร่างกายมากๆ 


1 อย. เตือนเรื่องซื้อมาใช้เองและใช้ผิดวิธี อย. ไทย ออกมาเตือนบ่อยๆ เรื่องคนที่แอบไปหาซื้อมาใช้เอง เพราะถ้าเราปรับขนาดยาเองโดยไม่มีความรู้ และไม่มีแพทย์คอยติดตามอาการให้ เราจะเสี่ยงรับยาเกินขนาด ซึ่งทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องอย่างหนัก และเสี่ยงที่น้ำหนักจะเด้งกลับ (โยโย่) ตอนที่เลิกใช้ยาด้วยครับ


2 ระวังยาปลอมที่ระบาดทั่วโลก ตอนนี้องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนเลยว่า ยาปลอมและยาที่ไม่ได้คุณภาพกำลังระบาดหนักมาก เพราะคนต้องการเยอะ ยาปลอมพวกนี้อาจมีสารอันตรายผสมอยู่ หรือตัวกลไกของปากกาทำมาไม่ได้คุณภาพ ซึ่งมันอันตรายถึงชีวิตได้เลย


3 วิธีดูคลินิกและแหล่งซื้อที่เชื่อถือได้ ถ้าจะใช้โปรแกรมนี้ ต้องไปคลินิกหรือโรงพยาบาลที่เปิดถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น และ"ต้องได้คุยกับแพทย์" ให้แพทย์ซักประวัติ ตรวจร่างกาย และประเมินให้ชัวร์ก่อนสั่งจ่ายยาทุกครั้งครับ


หยุดใช้โปรแกรมปากกาลดน้ำหนักแล้วน้ำหนักจะเด้งกลับไหม?

โปรแกรมปักปากกาลดน้ำหนัก vs ลดน้ำหนักเอง แบบไหนเหมาะกับคุณ?

งานวิจัยบอกเลยว่า มีโอกาสน้ำหนักเด้งกลับ ข้อมูลจากงานวิจัยต่างประเทศบอกชัดเจนเลยครับว่า คนที่หยุดใช้ยาในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่น้ำหนักตัวจะค่อยๆ เด้งกลับขึ้นมาภายใน 1 ปีหลังจากเลิกใช้ ถ้าไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิต เพราะพอยาหมดฤทธิ์ปุ๊บ ร่างกายเราก็จะกลับมาหิวและอยากอาหารตามกลไกปกติเลยครับ


วิธีป้องกันโยโย่ ถ้าไม่อยากกลับไปอ้วนอีก ต้องอาศัยความมีวินัยของตัวเองล้วนๆ ครับ! การปรับวิธีกินอาหารและการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เด็ดขาด และถ้าคิดจะลดขนาดยาหรืออยากหยุดเข้าโปรแกรม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้ค่อยๆ ปรับตัวครับ ไม่ควรหักดิบเลิกเอง


วิธีใช้โปรแกรมปากกาลดน้ำหนักให้ถูกต้อง และการเก็บรักษา

การทำโปรแกรมด้วยตัวเองที่บ้าน ต้องทำตามที่แพทย์แนะนำเป๊ะๆ นะครับ เพื่อไม่ให้เกิดผลเสียจากการใช้ผิดวิธี และเพื่อรักษาตัวยาให้ยังทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ


ตำแหน่งที่ควรใช้ และการสลับจุด จุดที่เหมาะจะรับตัวยาเข้าใต้ผิวหนังคือ หน้าท้อง (เว้นระยะห่างจากสะดือประมาณ 2 นิ้ว) หน้าต้นขา และหลังต้นแขน ต้องสลับจุดไปเรื่อยๆ ในแต่ละครั้ง อย่าซ้ำที่เดิมบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นไขมันใต้ผิวหนังตรงนั้นอาจจะบุ๋มลงไปหรือหนาเป็นก้อนผิดปกติ ซึ่งจะทำให้ร่างกายดูดซึมยาได้ไม่ดีในอนาคต


การเก็บรักษาก่อนและหลังเปิดใช้

  • ก่อนเปิดใช้: ต้องแช่ตู้เย็นในช่องธรรมดา (อุณหภูมิ 2-8 องศา) ห้ามเอาไปแช่ช่องฟรีซเด็ดขาด และอย่าเก็บไว้ตรงประตูตู้เย็น เพราะอุณหภูมิมันแกว่งตอนเราเปิดๆ ปิดๆ ตู้เย็นครับ


  • หลังเปิดใช้แล้ว: จะแช่ตู้เย็นต่อหรือวางไว้ข้างนอกในอุณหภูมิห้องก็ได้ (ส่วนใหญ่ไม่เกิน 30 องศา) แต่อย่าให้โดนแดดหรือความร้อนตรงๆ 


ข้อควรระวังถ้าต้องผ่าตัดหรือดมยาสลบ เพราะโปรแกรมนี้ทำให้กระเพาะเราทำงานช้าลง อาหารเลยค้างอยู่ในท้องนานกว่าปกติ ถ้าจะต้องผ่าตัดหรือทำอะไรที่ต้องดมยาสลบ/ยานอนหลับ ควรหยุดโปรแกรมชั่วคราวก่อน (เช่น ถ้าเป็นแบบอาทิตย์ละครั้ง อาจต้องงดล่วงหน้า 1 อาทิตย์ หรือถ้าเป็นแบบใช้ทุกวัน อาจต้องงดในวันผ่าตัด) เพื่อป้องกันไม่ให้อาหารสำลักลงปอดตอนที่เราหลับครับ ทั้งนี้ต้องปรึกษาแพทย์ของเราก่อนเสมอ


คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมปากกาลดน้ำหนัก (FAQ)

1 เข้าโปรแกรมนานแค่ไหนถึงจะเริ่มเห็นผล?

ปกติแล้วเราจะเริ่มรู้สึกอยากอาหารน้อยลงตั้งแต่ช่วงสัปดาห์แรกๆ ที่เริ่มโปรแกรมเลยครับ แต่น้ำหนักและสัดส่วนจะเริ่มเห็นว่าลดลงก็ตอนเข้าสัปดาห์ที่ 4-8 เป็นต้นไป ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการปรับปริมาณยาของแพทย์ และการคุมอาหารของเราเองด้วย


ทางการแพทย์ตอนนี้มองว่าโปรแกรมนี้สามารถใช้ดูแลรักษาน้ำหนักกันไปได้ยาวๆ ครับ ตราบใดที่แพทย์ประเมินแล้วว่าร่างกายเราโอเคและไม่ได้มีอาการข้างเคียงที่รุนแรง ส่วนตอนที่จะหยุดใช้ ก็คือตอนที่เราลดน้ำหนักได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว หรือแพทย์ตรวจเจอว่ามีเหตุผลที่ควรต้องหยุดยาครับ

ไม่แนะนำเลยครับ เพราะถ้าเราไม่ได้อ้วนตามเกณฑ์ (BMI ต่ำกว่า 27 และไม่ได้มีโรคประจำตัว) ถือว่าเป็นการใช้ผิดจุดประสงค์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสี่ยงเจอผลข้างเคียงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะความเสี่ยงที่กล้ามเนื้อจะหายไปแบบฮวบฮาบ

  • โปรแกรมแบบปากกา: จะใช้วิธีเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกายเรา เพื่อไปสั่งสมองให้ลดความหิว และทำให้กระเพาะย่อยอาหารช้าลง


  • ยาเม็ดทั่วไป: ยาลดความอ้วนแบบเม็ดรุ่นก่อนๆ มักจะใช้วิธีกดประสาทไม่ให้เราหิว หรือไปบล็อกไม่ให้ลำไส้ดูดซึมไขมัน ซึ่งวิธีการทำงาน ผลข้างเคียง และข้อควรระวังจะต่างกับโปรแกรมแบบปากกาอย่างสิ้นเชิงเลยครับ


โปรแกรมปากกาลดน้ำหนักเหมาะกับใคร ตัดสินใจยังไงดี?

การจะตัดสินใจเข้าโปรแกรมนี้ ควรทำเพราะร่างกายและสุขภาพของเราจำเป็นต้องลดน้ำหนักจริงๆ ครับ ไม่ใช่แค่เพราะอยากหุ่นดีหรืออยากผอมตามกระแส


สรุปสั้นๆ ใครที่เหมาะ และใครที่ห้ามใช้

  • คนที่เหมาะจะใช้: คนที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือคนที่มี BMI ตั้งแต่ 27 แต่มีโรคประจำตัวอื่นๆ ร่วมด้วย รวมถึงคนที่พยายามคุมอาหารและออกกำลังกายอย่างเต็มที่แล้ว แต่น้ำหนักก็ยังไม่ยอมลง


  • คนที่ควรหลีกเลี่ยง: คนที่มีคนในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์, คนที่เคยเป็นโรคตับอ่อนอักเสบ, และคนที่กำลังตั้งท้องหรืออยู่ในช่วงให้นมลูก


ต้องดูแลสุขภาพด้านอื่นควบคู่ไปด้วยเสมอ 

ย้ำอีกครั้งว่าโปรแกรมนี้ต้องอยู่ในความดูแลและประเมินจากแพทย์เท่านั้น โปรแกรมตัวนี้ไม่ใช่ยาวิเศษหรือทางลัดที่จะทำให้ผอมได้เอง แต่มันคือเครื่องมือทางการแพทย์ที่เราต้องนำมาใช้ร่วมกับการสร้างวินัยให้ตัวเองแบบจริงจัง ทั้งเรื่องการเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายแบบเล่นเวทเพื่อรักษากล้ามเนื้อเอาไว้ ทำแบบนี้ควบคู่กันไปถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อสุขภาพแบบยั่งยืนในระยะยาว



 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page